Ong..'s profile—¤÷(`[¤* B a r B y *¤]´)...PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
—¤÷(`[¤* B a r B y *¤]´)÷¤—(¯`•¸·´¯) CaNinE DiArY (¯`·¸•´¯) |
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
October 26 Le disable au corps (รักร้าย) ด้วยแรงกระตุ้นบางอย่าง ทำให้ฉันเดินเข้าร้านหนังสือแถวบ้าน .. ร้านที่ไม่มีสมาชิก ไม่มีห่อปก ไม่มีการลดราคา .. เมื่อได้หนังสือที่ต้องการแล้วฉันก็ยังเพลิดเพลินต่อกับการเลือกหนังสือหลากหลายในร้าน (ทั้งๆที่มีหน้งสือที่ซื้อไปแต่ยังอ่านไม่จบและไม่ได้อ่านอีกหลายเล่ม) ฉันสะดุดตากับขนาดกระทัดรัดของหนังสือ 'สำนักพิมพ์หนึ่ง' นี่เสียจริง มันช่างเหมาะสำหรับการพกพาไปอ่านระหว่างเดินทาง หนังสือที่ไม่หนา กระดาษที่ใช้ทำปก ที่ฉันอาจจะทึกทักไปเองว่ามันกันน้ำได้ดีกว่าหนังสือทั่วไป แถมราคายังย่อมเยาว์กว่าหนังสือจากสำนักพิมพ์อื่น .. ฉันตัดสินใจเลือกหนังสือของสำนักพิมพ์นี้สองสามเล่มกลับไปบ้าน ในใจนั้นคิดว่าจะเอาไว้หยิบไปอ่านเวลาเดินทาง .. คืนนั้นฉันฉลองวันหยุดด้วยการอ่านหนังสือรวดเดียวจบไปสองเล่ม .. วันรุ่งขึ้น ฉันพยายามจะตื่นไปใส่บาตรแต่เช้า ด้วยความที่ว่าเป็นวันเกิดของใครบางคน .. แต่ฉันก็ตื่นสายเกินกว่าที่พระท่านจะรอไหว .. และด้วยความที่ว่าช่วงหลังๆฉันเลิกงานเย็นมากกลับบ้านก็มืดแล้ว ไม่มีเวลาให้ลูกชายในการที่จะพาเค้าไปเดินเล่น ฉันเลยตัดสินใจพา'ทองม้วน' ลูกชายสี่ขาขนฟูสุดที่รัก ไปเดินเล่นสูดอากาศสดชื่นยามเช้า ลมเย็นเอื่อยๆ พัดน้ำในทะเลสาบเล็กๆ ใกล้ๆบ้านกระเพื่อนเป็นระลอก .. ฉันชอบที่จะมายืนคิดอะไรตามลำพังที่นี่ .. การสัมผัสกับธรรมชาติ มันจะทำให้ฉันสงบ และ คิดอะไรออกเสมอ 'วันหยุดนี้จะทำอะไรดีนะ?' นึกถึงงานที่ยังคั่งค้าง และกองหนังสือที่ยังไม่ได้อ่านในห้อง ... ใช่แล้ว!! ชั้นจะใช้เวลาให้สมกับที่มันเป็นวันหยุด หลังจากไม่มีเวลาอ่านหนังสือที่อยากอ่านมาหลายเดือนแล้ว หลังจากงานยุ่งๆที่สุมหัวอย่างต่อเนื่อง ^^ ฉันกลับขึ้นไปบนห้อง .. ประตูหลังห้องเปิดออกเพื่อรับลมหนาว หนังสือสองเล่มเป็นประเภทที่แตกต่างกัน ถูกอ่านจบอย่างรวดเร็ว .. ทุกครั้งที่อ่านหนังสือจบเล่ม ฉันจะปล่อยความคิด และ จินตนาการ เกี่ยวกับเรื่องราวในหนังสือนั้นล่องลอย ซักพักมันจะตกตะกอนออกมาเป็นบทสรุปของหนังสือดังกล่าว วันนี้เรื่องที่สองล่องลอยอยู่ในหัวของฉันอยู่นาน จนกระทั่งฉันต้องอ่านมันอีกครั้งรอบที่สอง .. หนังสือขนาดกระทัดรัด ที่ปกหลังเปรยว่า "ผมขอบคุณการเข้าใจผิด สรุปก็คือผมดีใจที่ได้รู้จักความเจ้บปวดในชั่วขณะหนึ่ง อย่างน้อยผมก็เชื่อเช่นนั้น" .. ![]() .. นวนิยาย เรื่อง Le disable au corps หรือ รักร้าย เขียนโดย Reymond Radiguet งานชิ้นเอกของนักเขียนชาวฝรั่งเศส ที่เสียชีวิตไปแล้วเมื่อ 80 ปีก่อน การเขียนสไตล์นีโอคลาสสิก ที่ตัวเอกเป็นผู้เล่าเรื่อง .. ต้องขอบคุณ อธิชา มัญชุนากร กาบูล็อง ที่ทำให้อ่านงานเขียนที่วางไม่ลงเล่มนี้ได้อย่างมีสีสรร ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า หากฉันเชี่ยวชาญภาษาฝรั่งเศสและได้อ่านมันด้วยตัวเองจะเป็นผลงานที่จับใจซักเพียงไหน เรื่องราวความรักต้องห้ามของหนุ่มน้อยวัยสิบหก กับสาวรุ่นพี่วัยสิบเก้าที่เพิ่งจะแต่งงานไปกับทหารคู่หมั้นของเธอ .. ด้วยความประทับใจในกันและกัน ตั้งแต่แรกเจอ หญิงสาวที่ต้องอยู่บ้านเพียงลำพัง กับ หนุ่มน้อยผู้เอาใจใส่ ช่างสังเกต และฉลาดเฉลียว ประกอบกับการที่สามีต้องออกไปรบและจะกลับมาเป็นบางช่วงเวลาเท่านั้น ทำให้ความรักของสองหนุ่มสาวพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว และ ไม่มีอะไรที่จะหยุดพวกเข้าได้แม้กระทั่งพ่อและแม่ของพวกเค้าเอง .. ภาพบรรยากาศของชนบทในยุโรปช่วงสงคราม ลำธารน้ำ ป่าสน ทุ่งดอกไม้ เหมือนในหนังที่เคยดู ผุดขึ้นเป็นฉากๆท่ามกลางตัวละครที่โลดแล่นในหนังสือ การเล่าเรื่องโดยใส่ความรู้สึกนึกคิดของหนุ่มน้อยที่เป็นตัวละครเอกในเรื่องลงไปทุกช่วงทุกตอนของความผันแปร ของอารมณ์ และสถานการณ์ต่างๆนั้น มีหลายช่วงหลายตอนเหลือเกินที่บอก'ความจริง' หรือ ธรรมชาติของมนุษย์ได้อย่างถ่องแท้ .. "มีแต่ความรักเท่านั้นที่ให้อภัยความไร้รสนิยมเยี่ยงนี้" .. "ความสุขปลอมๆก็นำความทุกข์ที่แท้จริงของมนุษย์มาสู่ นั่นคือ ความหึงหวง" .. "ไม่มีอะไรทำให้หมกมุ่นมากกว่าความรัก เราไม่ได้เกียจคร้าน เราจะปล่อยเวลาสูญเปล่า ความรักรู้สึกอย่างสับสนว่าสิ่งที่แตกแขนงจากตัวมันออกไปจริงๆคือการทำงาน และยังถือว่าการทำงานเป็นคู่แข่งของตน รวมทั้งไม่ยอมทนอะไรให้มาแข่งกับตนด้วย แต่ความรักเป็นความขี้เกียจที่มีคุณค่าเหมือนฝนพรำที่ทำใหพืชผลงอกงาม" ความลุ่มลึกและความฉลาดเฉลียวของผู้เขียน ปรากฎให้เห็นตั้งแต่หน้าแรกของนวนิยาย ด้วยการเปรียบเปรยสิ่งหนึ่งด้วยอีกสิ่งหนึ่งให้เห็นภาพได้อย่างคมคาย .. "สิ่งที่คนไร้เดียงสากว่าใครมองว่าเป็นเรื่องเพ้อฝันนั้น ผมเห็นว่าเป็นจริงพอๆกับแมวเห็นเนยแข็ง ถึงจะมีครอบแก้วปิดกั้นอยู่ อย่างไรก็มีเนยแข็งนั่นจริงๆ" จากข้อมูลเชิงอรรถท้ายหนังสือ .. Reymond Radiguet มีอายุเพียงยี่สิบปีตอนที่เขียนหนังสือเล่มนี้ เรื่องราวส่วนใหญ่มาจากชีวิตของเค้า และถือเป็นดาวรุ่งดวงใหม่ในแวดวงวรรณกรรมสมัยนั้น เค้าตายด้วยวัยเพียง ยี่สิบปี่ครึ่งและมีงานนวนิยายออกมาสองเล่มเทานั้น ผลงานชิ้นนี้เป็นที่โจษจันและถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์หลายครั้ง (อยากจะเห็นภาพยนตร์ที่ว่าเหมือนกันแฮะ) หนังสือขนาดฝ่ามือ ความยาว 168 หน้า .. หากใครชอบอ่านนวนิยาย ฉันขอแนะนำ ว่าเรื่องนี้จะไม่ทำให้คุณผิดหวัง หมายเหตุ : ฉันรู้สึกว่าการรีวิวหนังสือครั้งนี้ ฉันคงได้อิทธิพลจากหนังสือเล่มนี้อยู่ไม่น้อย เพราะดูเหมือนเป็นการเล่าเรื่องให้คุณๆฟังเสียมากกว่า ^^) September 11 The departure : เมื่อความตาย คือ จุดเริ่มต้นของชีวิต![]() ตอนมีคนชวนดูหนังเรื่องนี้ เราเองไม่ได้มีการปฎิเสธเพื่อนเลยซักนิด .. ไม่รู้หรอกว่าหนังมีดีอะไร เห็นในโปสเตอร์ว่า มีหนุ่มญี่ปุ่นเล่นเชลโลท่ามกลางทุ่งหญ้าเขียวขจี แค่นั้นก็โรแมนติกพอจะตกปากรับคำเพื่อนที่ชวนในทันใด เห็นหนังได้ ช่อมะกอก (รางวัล) มามากมาย คิดว่าหนังคงจะให้แง่มุม ข้อคิดอะไรแก่ชีวิตอันเงื่องหงอยในตอนนี้ได้บ้าง นอกจากนั้นมีรุ่นพี่ที่ไปดูหนังเรื่องนี้มาก่อนแล้วให้ข้อมูลมาว่า อย่าลืมเอาผ้าเช็ดหน้าไปด้วยนะ .. คงได้มีเสียน้ำตาแน่งานนี้ .. แล้วก็ไม่ผิดหวัง .. เมื่อพบว่าหนังแสดงให้เห็นถึงความลึกซึ้งในขนบธรรมเนียมประเพณีและความเชื่อของชนชาติญี่ปุ่นอยู่ไม่น้อย .. หนุ่มจากเมืองโตเกียว ที่มีความฝันจะเล่นเชลโลเป็นอาชีพในวงออเครสตร้า กลับต้องมาฝันสลายเมื่อวงถูกยุบ เค้าจำเป็นต้องขายเชลโลเพื่อปลดหนี้และย้ายกลับไปอยู่บ้านเกิดของตน .. แล้วเค้าต้องออกหางานทำเพื่อหารายได้มาเลี้ยงครอบครัว งานที่ได้เงินดี ไม่จำเป็นต้องมีประสบการ์ณ และ ช่วยเหลือคนอื่นในการเดินทาง (departure) นั่นทำให้เค้าตัดสินใจไปลองสมัครดู โดยไม่รู้ว่าโชคชะตาจะนำเค้าไปพบกับอะไรบ้าง .. .. ในหนัง นี้มีจุดที่น่ารักหลายตอนที่สอนเราเรื่องการใช้ชีวิตคู่ .. ไม่ว่าจะเป็นศรีภรรยาที่คอยอยู่เป็นกำลังใจและคอยเคียงข้างสามีมาตลอด ตั้งแต่เมื่อรู้ว่าเค้าต้องตกงานและย้ายจากโตเกียวมาอยู่บ้านนอก และมารับทำงานที่ไม่มีใครอยากทำ .. แต่ความแตกต่างระหว่างหญิงและชาย การคิด การปฎิบัติ รวมทั้งมุมมองทางความคิดของสังคม ทำให้ครอบครัวต้องแตกแยกและเกือบล่มสลาย ด้วยความจริงใจ อดทน และ ยึดมั่นในสิ่งดีงามที่เค้าทำอยู่ ในที่สุดเค้าก็สามารถฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆไปได้อย่างสวยงาม .. ความละเมียดละไมในการประกอบพิธีกรรมก่อนจะส่งผู้ตายไปสู่สวรรค์นั้นเป็นสิ่งที่น่านับถือเป็นอย่างยิ่ง "ความตายอาจเป็นแค่จุดเริ่มต้นของบางสิ่งบางอย่าง" อากัปกิริยาต่างๆที่สามารถสื่อให้เห็นถึงความเคารพ การให้เกรียติผู้ล่วงลับ ทุกสิ่งถูกตระเตรียมด้วยความประณีตงดงาม เพื่อมอบให้แก่ผู้ตายเป็นครั้งสุดท้าย .. ทำให้เรารู้สึกว่าความรักและสิ่งที่เค้าทำนี้มันยิ่งใหญ่ .. มันทำให้เรารู้สึกตกหลุมรักขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒธรรมดั้งเดิมของชาว ญี่ปุ่นเสียนี่กระไร (ถึงกับตั้งใจไว้เลยว่าในชีวิตนี้ต้องหาโอกาสซักครั้งไปเยี่ยมดินแดนแห่ง ความวิจิตร และ สูงส่งทางจิตใจนี้ดูสักครั้ง) นอกจากนี้หนังยังเล่น กับชะตากรรม (fate) ในระหว่างการเดินทาง (destination) ก่อนที่จะไปถึงจุดจบของชีวิต (End) ได้อย่างลงตัว โดยหนังได้สอดแทรกแง่มุมต่างๆของชีวิตให้เราได้คิด ได้ตระหนัก .. ไม่ว่าจะเป็นความบังเอิญ ความรู้สึกที่ไม่เคยบอก ความรักที่ถูกเก็บเอาไว้ในใจจนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต .. มัน ทำให้เห็นเรามองเห็นว่า 'ชีวิตนี้สำคัญยิ่งนัก' เราควรจะทำอะไรดีๆให้ใครต่อใครในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ เราควรจะบอกสิ่งที่เราอยากบอก ควรจะขอโทษในขณะที่ยังทำได้ เราควรจะลดทิฐิลง หันหน้าเข้าหากัน ไม่ว่าจะกับคนที่เรารัก กับคนในครอบครัว หรือกับใครก็ตามแต่ ไม่ใช่จะมาร้องไห้เสียใจในวันสุดท้ายที่รู้ว่าเค้าจากเราไปแล้ว .. สุด ท้ายหนังจบลงด้วย .. บทสรุปของการชักพาของโชคชะตาว่า ทำไมโชคชะตาถึงชี้นำให้เค้ามารับและทำงานนี้ และ ถ้าหากเค้าไม่เข้มแข็งพอที่จะทำงานนี้ให้ตลอดรอดฝั่ง เค้าเองก็คงจะไม่พบกับความสุขใจที่เฝ้ารอมานานนับสิบปี .. สำหรับใครที่อยากมองหาความหมายของชีวิต เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องที่เราแนะนำ .. และคนที่ชอบฟังดนตรีที่เล่นด้วยเชลโลก็จะไม่ผิดหวัง น้ำตา เหตุ : แอบมีความสงสัยเล็กน้อยที่ว่า .. เวลาเห็นคนร้องไห้ แล้วเรามักอยากจะร้องไห้ตามเช่นนั้นหรือ .. ไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่ที่แน่ๆเรื่องนี้ทำให้เราเสียน้ำตา August 18 เถ้าธุลี .. จากแรงสั่นสะเทือนครั้งสุดท้าย ไม่ได้หายไปไหนหรอก ยังโพส(บ้าง) ในมัลติพลาย บางคนก็ตามไปเจอกันในเฟสบุค จริงๆไม่ค่อยได้เขียนอะไรเท่าไหร่ช่วงหลังๆ อาจเป็นเพราะไม่ค่อยมีแรงบันดาลใจมั้ง ตอนนี้แรงใจเริ่มกลับมาแล้ว .. วันนี้เลยมาโพสในนี้ให้พอหายคิดถุงกันเนอะ ............... อยู่ๆไอ้ชายก็ประกาศลั่น .. "เฮ้ย .. พวกมึงเย็นนี้มีปาร์ตี้ที่บ้านกู กูมีเรื่องจะประกาศ" "เรื่องไรวะ มึงจะแต่งกะน้องนกเหรอ" ผมแกล้งแซวมันกะหวานใจที่มันกำลังคบอยู่ .. แว่บนึงผมเห็นแววตาสลดของมัน มันแสร้งทำยิ้ม "เออ เดี๋ยวพวกมึงก็รู้เอง" บ้าน ที่ว่าของไอ้ชาย ก็คือทาวน์เฮาส์เก่าๆหลังหนึ่ง ที่อยู่ใกล้ละแวกมหาวิทยาลัย ที่ ที่มันและเพื่อนๆอีก 4-5 คน ร่วมกันเช่าอยู่เป็นที่ซุกหัวนอน และเป็นที่สำหรับการปาร์ตี้สังสรรค์ เมาเละเทะ ร้องคาราโอเกะโวยวาย ของพวกเรากันอยู่เป็นประจำ "ทำไมมึงต้องเลือก ทาวน์เฮาส์ที่เก่า เงียบ และ ไกลขนาดนี้ด้วยวะ" ผมบ่นอุบ ตอนมันพาไป 'บ้าน' ของมันครั้งแรก "ข้อ แรกเลยก็คือมันถูก!! แล้วกูก็คิดดีแล้วว่า พวกเราต้องหาที่สำหรับจัดปาร์ตี้ได้โดยไม่มีใครด่า มึงคิดดูมันจะต้องมีเสียงอันดังซึ่งเกิดจากวีรกรรมเหี้ย ห่า สารพัดสัตว์ของพวกเรา" แล้วก็ถูกของมันจริงๆ .. ด้วยความเก่าและไกลของมัน ไอ้ชายจึงไม่มีเพื่อนบ้านอื่นใดนอกจากพวกเรา ซึ่งไม่ว่าใครจะมีเรื่องยินดี โศกเศร้า หรือแม้แต่ไม่มีเรื่องใดๆก็ตาม พวกเราก็มักจะหาเรื่องแวะเวียนไปเมากลิ้ง โวยวาย ร้องเกะ สลบไสลกันที่บ้านของมันเป็นประจำ อาหารสุดโปรดของพวกเรานอกจากน้ำใสๆ ที่มีดีกรีระบุอยู่ข้างขวดแล้ว คงจะหนีไปพ้นหมูย่างแสนอร่อย .. หมูสดๆที่ซื้อมาจากตลาดแล้วเอามาหมักแล้วย่างด้วยเตาถ่านร้อนๆพร้อมเสิร์ฟ ด้วยควันฉุยฝีมือไอ้ชายอีกตามเคย .. "ของแบบนี้มันต้องย่างเองเว้ย มันถึงจะได้รสชาติ" มันช่างมีไอเดียบรรเจิดกับเรื่องแบบนี้เสมอๆ .. "วันนี้กูล้มลูกหมูมาเลี้ยงพวกมึงเลยนะเว้ย" ไอ้ชายเดินมาพร้อมด้วยถุงใบใหญ่ในมือ "ลูกหมูที่ไหนวะ" ผมถาม "ลูกหมูในตลาด!!" "นี่มึง ลงทุนซื้อลูกหมูทั้งตัวมาเลยเหรอวะ แม่ง ไปถูกหวยอะไรมา" ผมตกใจกะการทุ่มทุนของมันครั้งนี้ "เปล่า.. หมูสองโล.. ส่วนถุงนี่ขอเค้ามาเอาไว้ใส่ขยะตอนงานเลิก" มันพูดหน้าตาเฉยพร้อมกับรีบเดินเข้าไปในครัว "ไอ้เหี้ย... แม่งกวนตีนนนนน" ผมด่ามันไล่หลัง หลังจากอาหารหลักและกับแกล้มพร้อม ปาร์ตี้เล็กๆของพวกเราก็เริ่มขึ้น "ตกลงมึงจะประกาศอะไร" พวกเราตั้งหน้าคอยฟังเรื่องที่มันกำลังจะเล่า "กูเลิกกะน้องนกแล้วว่ะ" .. สีหน้าของมันสลดลงวูปนึง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มออกมา "เอ้า! มาฉลองให้กูกันหน่อย ที่กูโสดอีกครั้ง" ว่าแล้วพวกเราก็ชนแก้ว "ไอ้เหี้ยเอ้ยยย ... เอ้าดื่มๆๆๆๆ" ปาร์ตี้ ของมันเรียบง่าย ใครใคร่ดื่มก็ดื่ม ใครใคร่กินก็กิน ใครอยากจะคุย อยากจะร้องคาราโอเกะ ก็ไปจัดการกันเอาเองทุกอย่างมีอยู่พร้อมสรรพที่บ้านของมัน ... ปู.. หนุ่มน้อยหน้าใส นิสัยของมันก็เรียบร้อยเหมือนใบหน้า แต่ปากมันห้อยย้อยจนโดนใครต่อใครล้อบ่อยๆ มันเป็นรุ่นน้องคนหนึ่งที่สนิทกับพวกผม ซึ่งไปเจอมันที่ชมรมฟันดาบ ที่ที่ผมและเพื่อนอีกสองสามคนชอบไปขลุกตัวเวลาว่างๆ ด้วยเหตุที่ว่าการได้ออกแรงฟันดาบเวลาเบื่อๆนั้นมันทำให้ความเบื่อและความ เครียดต่างๆหายไปอย่างปลิดทิ้ง และชื่อนี้ ปู.. เสือกเป็นชื่อเดียวกับหญิงที่ผมตกหลุมรัก แต่พอนึกถึงทีไรปากห้อยย้อยของไอ้ปู ลอยมาก่อนหน้าน้องปูของผมทุกที!! "พี่อ๋อง สวัสดีครับ" "เอออ .. ว่าไง ไม่เจอกันนานเลยนะเรา มึงไปอยู่ไหนมาวะ ที่ชมรมก็ไม่เห็นหน้าเลย" "ฮะ พอดีมีเรื่องวุ่นๆนิดหน่อยเทอมที่ผ่านมา ผมเลยไม่ค่อยได้ไปที่ชมรมเหมือนก่อน .." มัน หันไปมองไอ้ชายครู่นึงแล้วก็หันกลับมา "พี่ชายแกก็ตลกดีนะพี่ เรียกเพื่อนๆพี่ๆน้องๆมาประกาศว่าอกหักซะงั้น .. ที่จริงแกคงเจ็บปวดอยู่เหมือนกันนะฮะผมว่า ...... แล้วพี่เป็นงัยบ้างฮะ .." ปูสบตาผมแว่ปนึง เหมือนจะถามเรื่องที่ผมไม่อยากได้ยิน "เรื่องน้องปู .. ไปถึงไหนแล้วพี่" ใช่แล้ว.. มันหมายถึงน้องปูหญิงที่ผมเคยตกหลุมรักเมื่อหลายเดือนก่อน "ปูไปอยู่ไหนมาเนี่ย ... " ผมแกล้งปล่อยมุข "ผมไม่รู้จริงๆฮะพี่ ไม่ได้คุยอะไรกับใครเท่าไหร่เลย ช่วงก่อนโน้นก็เห็นพี่ดูหวานๆใส่กันดี ผมก็นึกว่า.." "เค้ามีคนอื่นไปแล้วว่ะ..." ผมตอบห้วนๆพยายามจะไม่นึกถึงมันอีก "จริง เหรอฮะพี่ ยังไงกันนี่" ไอ้เจ้าน้องปูนี่ บางทีมันก็เป็นเด็กนิสัยดีสำหรับพวกพี่ๆ แต่บางทีอย่างตอนนี้ .. มันก็ช่างไม่เอาไหนเอาเสียเลย "แล้วกับใครกันฮะ ผมรู้จักหรือเปล่า" มันยังเซ้าซี้ไม่เลิก ผมกวาดตาดูเพื่อนๆที่มาปาร์ตี้กันในวันนี้ "พี่ว่าเพื่อนๆพี่ที่มาวันนี้เค้ารู้เรื่องพี่กันหมดแล้วว่ะ" "โธ่ พี่ผมไม่รู้จริงๆฮะ" "ปู ไปถามพี่ต่อก็แล้วกัน" ผมโบ้ยไปให้ไอ้ต่อเอาดื้อๆ .. ไอ้ต่อ คนที่เพื่อนๆยกให้มันเป็นตัวตลกประจำกลุ่ม ไม่ว่าใครมีเรื่องอะไรที่โศกเศร้าเสียใจแค่ไหน มันสามารถเอามาเล่าให้เป็นเรื่องตลกโปกฮาได้เสมอ แล้วไอ้ต่อมันก็ไม่ทำให้ผมผิดหวัง .. "เฮ้ย มึงอยากรู้เรื่องอ๋องมันจริงๆเหรอวะ" "ครับ" น้องปูยังตีหน้าซื่อ "งั้น ก็จัดไปอย่าให้เสีย..ฮ่า ฮ่า ฮ่า" แล้วมันก็เริ่มเล่าเรื่องราวอกหักช้ำรักของผมด้วยเสียงอันดัง พร้อมท่าทางประกอบเรื่องราว .. ไอ้ต่อมันช่างสรรหาคำเปรียบเปรย เหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นแบบไทยคำอังกฤษสองคำ ทำให้เพื่อนๆที่อยู่ใกล้ๆนั้นหันมาขำกับอากับกิริยาและน้ำเสียงของมันอย่าง ยกใหญ่ “แล้วก่อนหน้านั้นล่ะพี่ ผมไม่เห็นรู้เรื่องเลย” ดูไอ้ปู มันจะจริงจังกับเรื่องของผมมาก .. ทุกคนต่างขำไปกับอาการสงสัยของปู และ การเปรียบเปรยที่แสนตลกขบขันจากต่อ .. แล้ววงก็เลยขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ .. เรื่องต่างๆถูกสอดแทรกจากเพื่อนๆหลายคนที่ได้รับรู้เรื่องราว ต่างวาระ ต่างเหตุการณ์ ต่างสถานการณ์ .. เรื่องบางอย่างเพิ่งถูกเปิดเผยจากใครบางคน .. ส่วนผม.. ถึงแม้จะขำไปบ้างกับเรื่องดังกล่าว.. แต่บางสิ่งบางอย่าง บางสิ่งบางอย่าง ที่สั่นสะเทือนอยู่ข้างใน.. (.. เรื่องนี้ยังไม่จบ) June 19 รักแท้ .. มีจริง !?!หายหน้าหายตาไปนานมากกก .. คาดว่าหลายคนอาจจะลืมเลือนไปแล้ว บางคนยังคงคิดถึง .. ขอบคุณนะจ๊ะ ^^ การกระทำทุกอย่างล้วนมีเหตุ ที่มา หรือ บางทีอาจจะเป็นแค่ความอยาก หรือไม่อยาก ลองอ่านเรื่องในนี้ดู ยาวนิดนุง แต่อาจจะเข้าใจเหตที่อ๋องหายหน้าไปนานนน ตอนนี้ยังไม่กลับมาดีเต็มที แต่หวังว่าจะกลับมา .. .................................................................................................. เคยสงสัยในความยิ่งใหญ่ของความรัก เคยสงสัยว่ารักมันจะเปลี่ยนโลกได้อย่างไร เคยสงสัยว่ารักที่แท้มันเป็นอย่างไร แล้วมันยังคงมีอยู่จริงๆมั้ย เวลาที่หันกลับไปมองเรื่องราวของความรัก ตามกาลและเวลาที่ผ่านมา เรื่องราวต่างๆจากประสบการณ์และการเรียนรู้ ล้วนแล้วแต่เป็นบทเรียนสอนเรา ทั้งทางชีวิตและจิตวิญญาณ ทำให้เราเติบโตและมั่นคงขึ้นในแต่ละวัน เคยคิดว่ารักที่แท้คงจะเลือนหายไปตามสังคมที่เร่งเร้า ฉาบฉวย กับสังคมในปัจจุบัน ทั้งหญิงและชายต่างสามารถทำงาน เลี้ยงดูชีวิตตัวเองและครอบครัวได้ดี โดยไม่ต้องพึ่งพากันและกันเช่นแต่ก่อน มีตัวอย่างมากมายที่บอกว่า .. อยู่เป็นโสดดีกว่าจะมีครอบครัว หรือชีวิตคู่ที่ไม่มีความสุข การ ที่คนในสังคมในทุกวันนี้มี 'ศีลธรรม และ คุณธรรม' ในจิตใจลดน้อยถอยลง โดยเฉพาะในเรื่อง 'การไม่ยอมประพฤติผิดต่อคู่ของตนเองและผู้อื่น' จึงทำให้เกิดคำว่ากิ๊ก ชู้ หรือคำว่านอกใจ การมีหลายคู่ครอง อย่างที่เห็นกันในสังคมอย่างดาษดื่น .. คุณอาจบอกรักใครคนอื่นหรือตามตื๊อคนอื่นได้ ในขณะที่คบอีกคนหนึ่งอยู่ .. คุณอาจจะมีใครคนใหม่ได้อย่างง่ายดายเผื่อให้ผ่านพ้นความเหงาในชีวิตไปอีกวัน เช่น นี้แล้ว .. การมีใครซักคน อาจจำต้องอาศัยความอดทน ความเข้มแข็งและความซื่อสัตย์ เพื่อให้ผ่านวันเวลาที่จะอยู่ร่วมกันได้อย่างเป็นสุข เวลาที่เห็นภาพคนแก่สองคนที่อยู่ดูแลกันจนแก่เฒ่า ทุกครั้งล้วนรู้สึกยินดีในภาพเหล่านั้น ไม่ได้คิดว่าในช่วงชีวิตนี้จะได้มีโอกาสเห็นภาพเหล่านี้เกิดกับตัวเอง .. หรืออาจจะเกิด .. แต่ก็ยังไม่สามารถบอกได้ .. นั่นเอง .. ทำให้การตัดสินใจเลือกที่จะคบใครสักคนสำหรับเราแล้ว ต้องใช้เวลาในการพินิจ ตรึกตรองอยู่นานกว่าจะตัดสินใจ เพราะไม่อยากผ่านช่วงเวลาที่ความรัก ทำให้เจ็บปวดเจียนตายบ่อยครั้งเกินไปนัก นั่นเอง .. ทำให้ต้องใช้สมอง ในการใคร่ครวญและพิจารณาหลายๆสิ่ง ตามด้วยเหตุผลมากมายในการจะเลือกใครซักคน .. เคียงข้าง แต่แล้ว .. ความรัก กลับหาหนทางให้กับตัวเอง ทำให้เราตกหลุม 'รัก' ใครซักคนโดยปราศจากเหตุผลใดๆ ไม่มีคำว่า 'ชายในฝัน' ไม่มีคำว่า 'รักเพราะอะไร' และ ก็ไม่รู้อีกเหมือนกันว่า 'ทำไม' .. ซึ่งกว่าจะรู้ตัวว่า 'รัก' ชีวิตก็ได้ผ่านบททดสอบต่างๆมากมาย "เป็นที่กล่าวกันมาแต่ไหนแต่ไรแล้วว่า ความรักไม่รู้ความล้ำลึกของตนเอง จนกว่าจะถึงโมงยามของการจากพราก" อาจจะเป็นเช่นนั้นสิเนอะ ... เมื่อความรัก ร้องเรียกเธอจงตามมันไป แม้ว่า ทางของมันนั้นจะขรุขระและชันเพียงไร และเมื่อปีกของมันโอบรอบกายเธอ .. จงยอมทน แม้ว่า หนามแหลมอันซ่อนอยู่ในปีกนั้นจะเสียดแทงเธอ และเมื่อมันพูดกับเธอ .. จงเชื่อตาม แม้ว่า เสียงของมันจะทำลายความฝันของเธอ .. ดังลมเหนือพัดกระหน่ำสวนดอกไม้ให้แหลกรานไปฉะนั้น เพราะแม้ขณะที่ความรัก สวมมงกุฎให้เธอ .. มันก็จะตรึงกางเขนเธอ และขณะที่มันให้ความเติบโตแก่เธอนั้น .. มันก็จะตัดรอนเธอด้วย แม้ขณะเมื่อมันไต่ขึ้นไปสู่ยอดสูง และลูบไล้กิ่งก้านอันแกว่งไกวในแสงอรุณ แต่มันก็จะหยั่งลงสู่รากลึก และเขย่าถอนตรงที่ยึดมั่นอยู่กับดินด้วย ความรัก ... ไม่ให้สิ่งอื่นใดนอกจากตนเอง และก็ไม่รับเอาสิ่งใด นอกจากตนเอง ความรักไม่ครอบครอง และก็ไม่ยอมให้ถูกครอบครอง เพราะความรักนั้น พอเพียงแล้วสำหรับตอบความรัก และอย่าได้คิดว่า ... เธอสามารถนำแนวทางของความรักได้ เพราะถ้าความรักพบว่า เธอมีคุณค่าพอแล้ว ก็จะเป็นผู้นำแนวทางของเธอเอง ความรักไม่มีปรารถนาสิ่งอื่นใด นอกจากที่จะทำตนเองให้สมบูรณ์ แต่ถ้าหากเธอรัก และจำต้องมีความปรารถนา ... ก็ขอให้ความปรารถนาของเธอจงเป็นดังนี้ เพื่อจะละลายและไหลดังธารน้ำ .. ซึ่งส่งเสียงเพลงกล่อมราตรี เพื่อจะเรียนรู้ความปวดร้าว .. อันเกิดแต่ความอ่อนโยนละมุนละไมเกินไป เพื่อจะต้องบาดเจ็บ .. ด้วยความเข้าใจในความรักของตนเอง เพื่อจะยอมให้เลือดหลั่งไหล .. ด้วยความเต็มใจและปราโมทย์ เพื่อจะตื่นขึ้น ณ รุ่งอรุณด้วยดวงใจอันปิติ .. และขอบคุณความรักอีกวันหนึ่ง เพื่อจะหยุดพัก ณ ยามเที่ยง .. และเพ่งพินิจความสุข ซาบซึ้งของความรัก เพื่อจะกลับบ้าน ณ ยามพลบค่ำ .. ด้วยความรู้สึกสำนึกคุณ และเพื่อจะหลับไปพร้อมกับคำสวดมนต์ภาวนา .. สำหรับคนรักในดวงใจและเพลงสรรเสริญบนริมฝีปากของเธอ ช่างเป็นปรัชญาชีวิตอันอมตะนิรัดร์ ของคาลิล ยิบราน ที่ท่านระวี ภาวิไล สามารถแปลออกมาได้อย่างหมดจด .. ครบถ้วน .. ถ่องแท้ .. เพราะรักที่แท้ มันไม่เพียงแต่จะให้ความสุขเท่านั้น .. .. แต่คุณต้องผ่านอุปสรรค ขวากหนามอันมากมาย กว่าที่คนสองคนจะอยู่ด้วยกันได้อย่างมั่นคงยาวนาน กว่าที่คุณจะเข้าใจในธรรมชาติของอีกฝ่ายหนึ่ง กว่าที่คุณจะปรับตัวเข้าหากัน กว่าที่คุณจะรู้ใจกัน กว่าที่คุณจะยอมให้อภัยซึ่งกันและกัน เสียสละให้กัน นั่นเองล้วนเป็นส่วนประกอบในการเติมเต็มสำหรับคำว่ารักแท้ .. ลองมองย้อนกลับไปยังพ่อแม่ที่รักลูกอย่างหมดหัวใจ ไม่ว่าลูกจะประพฤติตนแย่ซักแค่ไหน จะเกเร ติดยา อันธพาล พ่อแม่ล้วนย่อมให้อภัยแก่ลูกของตัวเอง และพร้อมที่จะให้กำลังใจสนุบสนุนลูกในการเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ดีเสมอ .. นั่นก็คือ 'รักแท้' .. 'รักที่ไม่มีเงื่อนไขใดๆ' .. 'รักที่อยู่เหนือกาลเวลา' หากลองถามคู่รักในวัยชรา สิ่งที่ทำให้หลายท่านผจญชีวิตผ่านมาด้วยกันได้ คงประกอบไปด้วยปัจจัยหลายอย่าง ทั้งความซื่อสัตย์ ความจริงใจ ความเข้าใจ ความอดทน ให้เกรียติซึ่งกันและกัน ความห่วงใย ความเสียสละ ความเมตตา- กรุณาต่อกัน และ สิ่งสำคัญคงหนีไม่พ้น 'การให้อภัย' ซึ่งน่าจะเป็นสิ่งที่ละลายทุกอย่างให้ใจทั้งสองดวงผจญความยากลำบากนั้นมาได้ ที่ ผ่านมาไม่เคยถามตัวเอง ไม่เคยคิดว่าจะเจอรักแท้ .. เวลาที่มีใครผ่านเข้ามา เมื่อหลายสิ่งไม่ตรงกัน .. สร้างความเจ็บปวดให้กัน ก็ต้องเลิกลา แยกย้าย แล้วจากไป .. ก็แค่คิดว่าอีกคนที่คงจะผ่านไป แล้วก็คงจะมีคนใหม่ผ่านเข้ามา .. ทุกอย่างไม่จีรัง เป็นเช่นนั้น .. แต่ในวันนี้กลับมีความรู้สึกประหลาด .. ความเจ็บปวดที่เกิดจากความรัก เมื่อรู้ว่าเธอจะจากไป ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอันใด .. เรากลับไม่ได้มีความรู้สึกโกรธเคืองกับสิ่งทั้งหลายที่เกิดขึ้น กลับโทษตัวเองในสิ่งที่ผ่านมา สมควรแล้วกับสิ่งที่เกิดขึ้น .. และ .. ยินดีกับสิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่จะทำให้เธอมีความสุข เพื่อนผู้แสนดีบางคนบอกว่า 'ความรักมันทำให้เธอตาบอด' และ 'มันทำให้เธอโง่เขลา' เธอคนที่เคยใช้สมองมากกว่าหัวใจมาตลอดนั้นหายไปไหน เรื่องแค่นี้ใยทำให้โศกให้เศร้าได้ยาวนานน ณ ช่วงเวลาแห่งความเจ็บปวดนี้เอง ชั่วขณะหนึ่งรู้สึกถึงความปิติบางอย่างที่เกิดขึ้นในใจ ความยินดีที่เกิดจากความรู้สึกที่เราได้เสียสละ ได้ให้อภัย แก่คนที่เรารัก ไม่ว่ามันจะเจ็บปวดแค่ไหนก็ตาม ความปิติที่รู้สึกว่าชั่วขณะหนึ่งของชีวิตเราได้เข้าใกล้คำว่า 'รักแท้' ในโมงยามแห่งความเจ็บปวด มีใครบางคนบอก 'จงเข้าใกล้รักแท้ด้วยการปล่อยวาง' แล้วเธอจะเป็นสุข คงต้องใช้ความอดทน และ ความพยายามที่จะทำใจให้สงบ และ ปล่อยให้สิ่งต่างๆเกิดขึ้นตามทางของมัน ไม่ต้องเรียกร้องใดๆ ไม่ต้องฟูมฟาย ไม่ต้องโทษใคร .. เพราะ .. เราทุกคนล้วนขาดเขลา .. ในซักวันหนึ่ง .. ทุกอย่างอาจจะเป็นการพิสูจน์ว่า 'รักแท้' ว่ามันจะยังคงมีอยู่จริง หรือ อาจจะยังมาไม่ถึง เพื่อ ที่จะผ่านสิ่งเหล่านี้ไปให้ได้อย่างสวยงาม .. ในวันที่จิตใจสงบ ปล่อยวาง จะกลับมาสดใส ยืนยิ้มให้กับอุปสรรคทุกอย่างบนโลกนี้ได้ .. .. งดงามอย่างสมบูรณ์ April 23 ใครก็ได้ช่วยพาความเจ็บปวดเหล่านี้ให้หายไปทีนึกว่าสะเปซจะตายไปแล้ว ไม่ได้เขียนอะไรนานมากกกกกกกกกกกก
เก็บตัวอยู่กับตัวเอง กับเรื่องเศร้าๆของหัวใจ .. สองเดือน
ในขณะที่เราพยายามค้นหาคำตอบ เฝ้ารอ..รอบางสิ่งจากใครบางคน
ในขณะที่เค้าหลบหน้าหนีหาย เราก็ยังเฝ้ารอ ..
สุดท้าย บางสิ่งเปลี่ยนไป เหมือนที่ใจคิดและสงสัย
น้ำตาที่ไหลตลอดสองเดือนหยุดไหล
กลับเข้าไปข้างใน ซึมลึก ..
(ขออนุญาติเขียนแทนตัวเองเป็นชาย เพราะมันกระแทกความรู้สึกดีจัง)
... .. . มันไม่ควรเกิดขึ้นกับผม คนที่ใช้สมองมากกว่าหัวใจ บางทีสมองผมอาจมีน้อยเกินไป ผมถึงปล่อยให้ทุกอย่าง..โบยบินไปอย่างเสรี ครั้งแล้วครั้งเล่า ที่คิดว่าเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ทุกอย่าง แต่แล้วเวลาก็พิสูจน์ให้เห็นว่า ..ไม่เคยมีความแน่นอนเกิดขึ้น.. ในจิตใจของคน .. ถึงแม้ขอบฟ้าจะมีสีที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง รวมทั้งความรู้สึกของผม ที่มีต่อผู้คนมากมายที่ผ่านเข้ามาในชีวิต.. .. ผมเห็นคุณอยุ่ตรงนั้นที่ปลายเส้นขอบฟ้ารำไร ยืนอยู่กับใครบางคนที่คุณรัก ผมได้แต่ฝืนยิ้มแล้วบอกว่าสบายดี ผมสบายดี แต่ในใจนั่นรวดร้าว .. ร้าวราน ผมเดินต่อไป .. ก้มหน้าเดินต่อไป จนมีใครบางคนชี้ให้ผมดูว่ารุ้งที่ปลายฟ้านั่นสวยจัง ผมชะเง้อมอง เขย่งตัว ยืดตัว ไขว่คว้าสายรุ้งที่ดูแสนไกล .. แต่แล้วสายรุ้งเริ่มจางหายไป พร้อมกลิ่นไอจางๆของสายฝน .. มีคนพยายามจะชี้ให้ผมดูหลายสิ่งบนฟ้านั่น บางครั้ง สายฟ้า..พยายามที่จะส่งเสียงและแสงแปลบปลาบ เรียกและร้อง .. ให้ผมหยุดดูบางสิ่ง .. ผมแหงนมองดูขอบฟ้าที่ไม่เคย.. เปลี่ยนสี .. หลายครั้ง .. ผมได้แต่ยืนยิ้ม เฝ้ามองอย่างเจียมตัว ยังคงหวาดกลัว ความรวดร้าวในหนหลัง ผมค่อยๆแอบมอง และ พยายามที่จะไขว่คว้าอย่างระมัดระวัง ค่อยๆวางแผนที่ละขั้น ผมหาสถานที่ ผมขุดหลุม ผมวางรากฐาน พยายามกำจัดสิ่งที่จะทำให้เกิดความสั่นคลอนออกไป ค่อยๆสร้างบันได..ทีละขั้น ทีละขั้น เพื่อให้ไปถึงขอบฟ้า (ที่อาจไม่มีอยู่จริง) อย่างมั่นคง .. วันหนึ่ง .. ลมแรง .. พัดบันไดของผมโยกคลอน .. ลมทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ กลายเป็นพายุในฤดูร้อน แล้วก็กระหนำ่ใส่ผมอย่างบ้าคลั่ง .. ท้ายที่สุดไม่อาจต้านทาน ผมหลุดลอย เคว้งคว้าง หมุนวน ไปไกล .. ผมรู้สึกได้ถึงความว่างเปล่าในขณะที่ล่องลอยอยู่ แว๊ปนึงผมลอยไปจนถึงขอบฟ้า .. ในชั่วพริบตานั้น ผมกลับพบว่่า .. มีเพียงความว่างเปล่าบนนั้น .. แล้วร่างของผมก็ลอยคว้างร่วงหล่น ... ใครบางคนยิ้มให้ผมแล้วบอกว่าจำไม่ได้ .. ใครบางคนคิดว่าผมไม่เคยหวั่นไหว ใครบางคนกล่าวหาผมว่าไร้หัวใจ .. .. ใครบางคนทำให้น้ำตาผมไหลในยามค่ำคืน February 27 อีนังนี่มัน BitcH ~
(ขอโทษด้วยที่ขึ้นชื่อเรื่องด้วยคำหยาบคาย และ เนื้อหาในบลอคอ่านแล้วจะทำให้อารมณ์ขุ่นเคือง) เรื่องมีอยู่ว่า .. เมื่อซักสองวันก่อน .. ได้ไปนั่งอยู่ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งแถวหน้ามหาวิทยาลัย ที่อยู่ศาลายา (มีแห่งเดียวแหล่ะ) ไม่อยากจะเอ่ยนามมหาลัยฯ เพราะดูจะประจานมหาลัยที่ตัวเองเคยศึกษา .. เนื่องจากเราเอางานไปทำด้วย เลยสั่งอาหารมาชุดใหญ่ (ย้ำ..ชุดใหญ่!!) เพราะกะว่าจะทำงานให้เสร็จแล้วค่อยกลับบ้าน เลือกนั่งโต๊ะที่อยู่ริมในสุด เพื่อที่จะได้ไม่เป็นเป้าสายตาใคร ไม่ต้องมีใครเดินผ่านไป-มาบ่อยๆ มีคนหมุนเวียนเปลี่ยนมานั่งเรื่อยๆที่โต๊ะข้างๆ
สักพัก .. มีน้องๆนักศึกษา (ที่คุณก็รู้ว่ามหาลัยใด) กลุ่มใหญ่ เดินเข้ามาและคุยกันเสียงดังสนุกสนาน เป็นปรกติของเด็กวัยนี้ เราไม่ว่ากันอยู่แล้ว ได้ยินเสียงคุยแว่วๆมาบ้าง เรื่องคะแนนที่ออก เรื่องอายุ เรื่องข้อสอบ .. วัยนี้จะคุยเรื่องอะไรได้ .. ไม่รู้คุยกันท่าไหนมีหนุ่มสาวคู่นึง ลุกขึ้นยืนแหย่กัน เกาะแกะกอดเกี่ยวกันไปมา .. ก็วัยรุ่นอีกนั่นแหล่ะ .. ชายตาดูแว่บนึงไม่อยากสนใจ ว่าแล้วก็นั่งทำงานต่อ ซักพักมีน้องนักศึกษาชายเข้ามาอีกกลุ่ม .. ดูท่าจะรู้จักกัน เลือกนั่งโต๊ะตรงข้ามกัน ทักทายข้ามโต๊ะกันไปมา แล้วก้มีน้องผู้ชายคนหนึ่ง ลุกขึ้นถามน้องผู้หญิงคนที่ยืนแหย่กะน้องผู้ชายที่มาด้วยกัน ที่โต๊ะที่เธอนั่ง ใกล้ๆกะโต๊ะเรา .. ไม่รู้ว่าถามเรื่องอะไร แต่ดูจากการที่น้องผู้หญิงตอบ คงจะพอคาดเดาได้ว่า มาถามเรื่องเพื่อนที่น้องผู้หญิงคนนั้นรู้จัก .. พอจับความได้ว่า "มันเลิกกะแฟนแล้วนะ เด๋วจะไปถามให้ สนใจเหรอ" อะไรประมาณนี้
น้องผู้ชายโต๊ะตรงข้ามเดินกลับไปที่โต๊ะตัวเอง .. ยังไม่ทันนั่ง น้องผู้หญิงกวักมือเรียกน้องผู้ชายคนเดิม .. "มานี่ๆมีอะไรจะบอก" เราก็คิดว่าเธอจะกระซิบกระซาบ ไม่คิดว่าจะพูดเสียงดังหรืออะไร .. น้องผู้ชายเดินมาถึง น้องผู้หญิงคนนั้นก็พูดด้วยเสียงอันดังว่า "อีนังนี่มัน BitcH!!!"
โอ้โห.. เกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่ ไม่เคยพูดถึงเพื่อนตัวเองได้เลวทรามต่ำช้าเท่านี้มาก่อน .. ให้ตายเลยจริงๆเหอะ .. นึกถึงเพื่อนเรา นึกถึงว่าถ้าเป็นเราถูกพูดถึงแบบนี้ .. นี่เหรอที่เค้าเรียกกันว่า "เพื่อน" .. คำคำเดียวที่รวมความหมายหลายๆอย่างไว้ด้วยกัน ..
เท่านั้นยังไม่พอ .. "ถ้าอยากได้นะ .. ให้ไปเอามันเลย ... " ไม่ต้องแปลความหมายเนอะ ..
เรายังสะกดกลั้นความรู้สึกไว้ได้ไม่หันไปมองหน้าเธอทันที .. เพราะพิมพ์งานค้างอยู่ .. ยังไม่ทันไรประโยคถัดไปก็ดังขึ้นมา "จะเอาจริงมั้ยล่ะ เดี๋ยวกูมอมเหล้าให้" ว่าแล้วจากที่เธอนั่งอยู่ก็ลุกขึ้น ป๊ะมือข้างเดียวกะเพื่อนผู้ชายคนดังกล่าว แล้วก็มีอะไรอีกหลายอย่างที่ไม่ได้ใส่ใจฟังและไม่อยากจดจำคำพูดเหล่านั้น
.. พิมพ์งานเสร็จตอนนั้นพอดี .. ก็เงยหน้ามองน้องๆทั้งคู่ .. มองแบบจริงจัง น้องผู้หญิงหันหลังให้ น้องผู้ชายเริ่มเห็นแล้วว่ามีคนมอง
.. เราเรียกเก็บตังค์และ .. รู้สึกมีบางอย่างขุ่นเคืองอยู่ในใจ ไม่สามารถนั่งทำงานตรงนั้นต่อได้เลย ..ในใจอยากจะฝากคำเหน็บแนม หรือ อบรมสั่งสอน อะไรออกไปบ้าง แต่ .. ไม่รู้จะพูดอะไรดี ความรู้สึกข้างในแบบ บอกไม่ถูกเลย .. อนาคตของชาติ มันเป็นแบบนี้กันเหรอ .. ถามจริงๆ !!!!!
.. เราได้แต่ส่ายหัว และ เก็บของลงกระเป๋า .. น้องผู้ชายที่มากับน้องอีนังนี่มัน BitcH ลุกขึ้น ลากๆกันไปห้องน้ำ ส่วนน้องผู้ชายที่อยู่ฝั่งตรงข้ามยังนั่งอยู่ เรามองหน้าอีกครั้งก่อนจะส่ายหัวและตีสีหน้าแบบ (พวกมึงเลวจริงๆ) แล้วเดินออกจากร้านด้วยเสียอารมณ์สุดๆ .. บางครั้งการศึกษาก็ไม่ได้ช่วยเรื่องศีลธรรม และการดำเนินชีวิต .. แอบนึกในใจเหมือนกันว่าบางทีไอ้ข่าวที่อาจารย์ทำบางสิ่งบางอย่างเพื่อแลกกับเกรดของนักศึกษา มันเกิดจากฝ่ายไหนก่อนกันแน่ .. แต่ไม่ว่าจะเกิดจากฝ่ายไหนก่อน มันก็เลวทั้งคู่นั่นแหล่ะ
วันก่อนดูข่าวทีวีตอนเย็น ..
- เดี๋ยวนี้สาวๆทั้งหลายเวลานั่งรถทัวร์ ต้องระวังตัวกันให้มากขึ้นหน่อยนะ .. ผู้หญิงคนหนึ่งถูกลวนลามบนรถทัวร์โดยที่ไม่มีใครช่วยเลยทั้งคนเก็บตั๋วและคนที่นั่งไปด้วยกัน เธอต้องโทรหาตำรวจจากมือถือเธอเองบนรถขณะที่กำลังขัดขืน .. ถ้ามันทำมากกว่านั้นล่ะจะทำยังงัย - ผู้ชายอีกคนนั่งรถทัวร์(อีกเช่นกัน) นั่งติดรถที่มีประตูด้านข้าง ด้านหลังที่สามารถเปิดขึ้นลงได้ แต่มักจะถูกล๊อคเอาไว้ไม่ให้ผู้โดยสารขึ้นลงตรงประตูดังกล่าว .. ล๊อคเกิดเสีย หรือ ประตูเกิด หลวมอะไรไม่รู้ แต่ไม่ซ่อมมันหรอก ผู้โดยสารนั่งพิงประตูหลับไป .. ขณะรถวิ่งเกิดไปสะดุดอะไรบางอย่างประตูบานนั้นหลุดออกไปทั้งบาน ผู้โดยสารที่พิงประตูหลับอยู่กระเด้งออกไปพร้อมประตูเสียชีวิต !!!
- รถทัวร์อีกคัน .. แอร์เสียเตรียมพัดลมแบบตั้งโต๊ะ แบบส่าย ไว้เปิดให้ผู้โดยสาร .. ทั้งๆที่รู้ว่าแอร์เสียก็จะวิ่ง .. ทั้งที่ผู้โดยสารจ่ายเต็มราคา เอาเปรียบเค้าก็ไม่เป็นไร เวลากลางวันแดดร้อนเปรี้ยง คุณภาพชีวิตของคนไทยไปไหนกันหมด - ไหนจะประโคมข่าวเรื่องโลกร้อนกันทั่วโลก .. แต่ก็ยังมีพวกเห็นแก่ได้ เห็นแก่ตัว ลักลอบตัดไม้ทำลายป่า กันเพียงผลประโยชน์ส่วนน้อยของตน .. การที่เค้าไม่รู้ว่าป่าไม้มันมีประโยชน์อะไร เพราะไม่ได้รับการศึกษางั้นเหรอ .. ขอปิดท้ายด้วย "ฮือฮาหมานักเก็บขยะ ขวัญใจนักเที่ยวโคราช" ที่มาจากหนังสือพิมพ์ข่าวสด
ฮือฮา "นางหลง" หมาแสนรู้เพศเมียอายุ 2 ปี นักพิทักษ์ความสะอาด "ห้วยวังเณร" สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังใน อ.สูงเนิน โคราช เผยมีนิสัยรักความสะอาด ชอบเก็บขยะที่นักท่องเที่ยวทิ้งขว้างไว้ตามพื้น ตลอดจนในห้วย ถ้าเห็นขยะลอยมาจะรีบโดดไปเก็บขึ้นมาทุกชิ้น เจ้าของเผยเลี้ยงดูมาตั้งแต่ตัวเล็กๆ ทุกวันนี้กลายเป็นขวัญใจนักท่องเที่ยวไปแล้ว
เมื่อวันที่ 23 ม.ค. ผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่ห้วยวังเณร ต.มะเกลือเก่า อ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา หลังจากทราบว่ามีสุนัขแสนรู้คอยทำหน้าที่เก็บขยะที่นักท่องเที่ยวทิ้งลง ลำห้วยเป็นที่ฮือฮาและเอ็นดูแก่ผู้พบเห็นอย่างยิ่ง เมื่อไปถึงพบว่าสุนัขดังกล่าวเป็นสุนัขไทยเพศเมีย สีน้ำตาล ชื่อ "นางหลง" อายุ 2 ปีกว่า ของนายบู๊ เลิศครบุรี
นายบู๊กล่าวว่า มีอาชีพเป็นพ่อค้าขายอาหารตามสั่ง ขนมขบเคี้ยวและเครื่องดื่มต่างๆ ให้กับนักท่องเที่ยวที่ห้วยวังเณร โดยร้านอยู่ในบริเวณเดียวกัน หลังจากที่นักท่องเที่ยวกินอาหารเสร็จก็มักจะทิ้งเศษขยะ เช่น ขวด ถุงพลาสติก กล่องโฟม เป็นประจำ ทุกครั้งตนก็จะเก็บกวาดเพื่อให้แหล่งท่องเที่ยวสะอาดอยู่เป็นประจำ ตนนำนางหลงมาเลี้ยงเมื่อตัวยังเล็กๆ นางหลงจะลงไปช่วยเก็บกวาดขยะเป็นประจำทุกวันจนเกิดความเคยชิน และก็จะคอยเก็บขยะตั้งแต่เช้าจนถึงเย็นมาเป็นเวลากว่า 2 ปีแล้วอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
นายบู๊กล่าวต่อไปว่า เมื่อนางหลงเก็บขยะขึ้นมาจากน้ำก็จะวางไว้ตรงริมน้ำจากนั้นตนจะเก็บไปทิ้ง ต่อ ส่วนนางหลงจะไปนั่งอยู่ริมน้ำต่อไปเพื่อจับตาดูขยะที่ลอยมา ถ้าเห็นจะไม่ยอมให้ผ่านไปเด็ดขาด จะโดดลงไปเก็บจนหมดทุกชิ้น สำหรับนางหลงสุนัขแสนรู้ตัวนี้เดิมมีคนรู้จักกันมาฝากให้เลี้ยงตั้งแต่เกิด มาไม่กี่วัน เพราะเขามีสุนัขอยู่หลายตัว ตนก็เลี้ยงมาเรื่อยจนปัจจุบันได้ 2 ปีกว่าแล้ว และเป็นสุนัขตัวโปรดเพราะความแสนรู้ของมันนั่นเอง และจากพฤติกรรมเก็บขยะดังกล่าวของนางหลงทำให้นักท่องเที่ยวที่พบเห็นบางคน ไม่กล้าทิ้งขยะเลย ส่วนใหญ่จะแสดงความชื่นชม
"ตอนนี้นางหลงเป็นสุนัขนักอนุรักษ์และเป็นขวัญใจของนักท่องเที่ยวไปแล้ว เมื่อใครพบก็จะให้รางวัลเช่นซื้อลูกชิ้นหรือส่งอาหารให้กิน หรือเดินทางผ่านมาก็มักจะมาถามหาเจ้าหลงทุกครั้ง จากความแสนรู้และน่ารักของมันนั่นเอง" นายบู๊กล่าว
นายสุเนตร ทวะลี นักท่องเที่ยวชาว จ.ชัยภูมิ ที่ไปเที่ยวชมห้วยวังเณร กล่าวว่า รู้สึกประทับใจในพฤติกรรมของนางหลงอย่างมาก ที่เป็นนักอนุรักษ์และคอยเฝ้าเก็บขยะที่ลอยตามน้ำมาอยู่ตลอด ถึงแม้เจ้าของจะขึ้นฝั่งแต่เจ้าหลงก็ไม่ไปตามจะคอยเก็บขยะอยู่ในน้ำ ถ้านักท่องเที่ยวทุกคนรักษาความสะอาดได้ก็จะเป็นผลดีต่อสถานที่ท่องเที่ยว และสิ่งแวดล้อม
ปล. รูปไม่ใช่นะ นางหลงรูปเล็ก หาชัดๆไม่ได้ นี่น้องเดซี่ ช่วยเก็บขยะเหมือนกัน (หมามันยังมีน้ำใจมากกว่าคนเลย คิดดู)
************************************************** February 11 เรื่องรักที่เป็นไปไม่ได้....![]() มันมีเหตุผลหลายอย่าง .. ที่เราจำเป็นต้องหักห้ามใจไม่ให้รักใครสักคน เหตุผลของแต่คนย่อมไม่เหมือนกัน
· บาง คนอาจต้องห้ามใจ เพราะเขาอาจไม่ได้คิดและรู้สึกเหมือนกับเรา เมื่อบอกความรู้สึกไปแล้ว คนที่รับรู้อาจเปลี่ยนไป หรือ บางคนอาจต้องห้ามใจ เพราะกลัวใจตัวเองจะถลำลึกและเจ็บปวดมากไปกว่านี้
ทุกข์ทรมานแค่ไหน .. ที่ถึงแม้ว่าจะรักเขา แต่ต้องพยายามฝืนใจถอยห่างออกมา
หรือ
มันคงเจ็บปวดแทบบ้าที่ต้องทำร้ายตัวเองด้วยวิธีการนี้ ..
การถอยห่างจะช่วยสอนให้เราได้เรียนรู้ว่า .. ยิ่งเรายึดติด อยากได้ อยากครอบครอง ยิ่งทำให้เราอ่อนแอ และ แพ้ภัยตัวเอง ลองคิดดูว่า .. หากผู้คนต่างแพ้ภัยตัวเอง ยอมให้อารมณ์ อยู่เหนือศีลธรรมและความถูกต้อง .. สังคมจะเป็นอย่างไร ..
หากวันนี้เราเอาชนะใจตัวเอง เอาชนะสิ่งที่ยั่วเย้าได้ .. เลือกเดิน และ เลือกทำในสิ่งที่ถูกต้อง .. สิ่งที่เติบโตและงอกงามอยู่ในใจ .. จะทำให้เราเข้มแข็ง และ สามารถฝันฝ่าอุปสรรค ขวากหนามในวันข้างหน้าได้อย่างแน่วแน่และมั่นคง
แล้วสักวันหนึ่ง .. คุณจะเข้าใจ .. ******************************************************************* 45
ปี ก่อนพุทธศักราชอันเป็นปีแรกแห่งการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า
ในวันเพ็ญเดือนมาฆะ (วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3) ณ วัดเวฬุวันมหาวิหาร
พระพุทธเจ้าทรงประทานหลักโอวาทปาฏิโมกข์
อันเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนาแก่พระอรหันตสาวกผู้เป็นเอหิภิกขุทั้ง 1,250
องค์ ที่มาประชุมพร้อมกันเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าโดยมิได้นัดหมาย 2597 ปีต่อมาในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2552 ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 (วันมาฆบูชา) วันที่ใครต่อใครบอกว่าจะเกิดจันทรุปราคา แต่ ก็เป็นวันที่พระจันทร์ช่างสุกสว่างงดงามเหลือเกิน.. ในวันที่มีเรื่องราวมาก มาย (โดยเฉพาะความรัก) ของใครต่อใคร ได้พร่างพรูผ่านชีวิตหนึ่ง .. ก่อนที่จะหลับตาลงในคืนนี้ มือที่จรดลงแป้นพิมพ์จึงได้ร่างบทความขึ้นบทหนึ่ง เป็นบทแรกที่คิดว่าตัวเองเขียนออกแนวธรรมะเสียเหลือเกิน ในใจอยากจะเขียนเชิงธรรมมากกว่านี้ แต่ก็ห้ามไว้กลัวใครต่อใครจะตาถลึงตอนที่ได้อ่าน เลยละไว้ .. ยังคิดว่าเขียนได้ไม่ดีเท่าที่ใจอยาก แต่จะพยายามต่อไปนะ .. และหากจะไปสะกิดใจใครหลายๆคน หรือ จะทำให้ใครต่อใครเห็นดี เห็นงาม เห็นชอบ แล้วยึดเอาไปปฎิบัติบ้าง .. คิดว่าอย่างน้อยสังคมคงจะน่าอยู่มากขึ้น .. ความดีความงามทั้งปวงหากใครจะชื่นชม .. ขอมอบให้ผู้ให้กำเนิดชีวิตของข้าพเจ้าอันได้แก่ บิดา มารดา ครูบาอาจารย์ผู้สอนสั่ง .. และ ผู้คนที่รายล้อมชั้นในวันนี้ ถึงบางคนจะไม่ได้บอก-เล่าแก่กันตรงๆ แต่หลายสิ่งหลายอย่างทำให้ชั้นได้ตระหนักถึงบางสิ่ง .. ไม่ว่าเธอๆ นายๆ ทั้งหลายจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม .. ขอให้มีความสุขในชีวิต อย่าโดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงากันนานนักเลย .. .. ความรู้สึกของชั้นอาจจะอยู่เหนือถ้อยคำใดๆ .. อีกหน่อย เธอคงเข้าใจ .. February 07 เรื่องบ้าๆ (ลุ้นระทึก!!)
วันแรกที่เราเจอกัน .. เหล็กดัดสีทองที่ครอบฟันของคุณนั้น มันช่างขัดกันกะผิวสีน้ำผึ้งของคุณโดยแท้ ชั้นยังแอบหัวเราะกิ๊กออกมา แต่แล้วพอคุณเงยหน้าขึ้นมาหลังจากได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆของชั้น โลกทั้งใบก็ดูเหมือนจะเปลี่ยนไปเมื่อเราสบตากัน .. February 01 ชั้นเกลียด ...ต้นเหตุ : เรื่องบ้าๆยังไม่จบ (ไม่รู้จะจบยังงัยดี) เอาเรื่องนี้ไปก่อนคั่นบรรยากาศนะคะ
******************************************************** บางครั้งบางคราว ชั้นก็ไม่เข้าใจตัวเองเลยแม้แต่น้อย .. เหมือนจะเข้าใจจิตใจตัวเองว่าจริงๆแล้วต้องการอะไร แต่บางครั้งก็ไม่เข้าใจ .. .. วันนี้ชั้นร้องไห้ออกมาอย่างง่ายดาย เพราะใครคนหนึ่ง คนที่ชั้นตัดสินใจผลักเค้าออกไปจากชีวิตของชั้น .. เธอ .. คนที่ไม่เคยมีความแน่นอน เธอ .. คนที่เอาแต่ใจและเหนื่อยง่าย เธอ .. คนที่ไม่เคยแคร์และใส่ใจว่าผู้อื่นจะเป็นอย่างไร เธอ .. คนที่่ต่อว่าต่อขานต่อความหวังดีที่่ชั้นมีให้เสมอมา มันเป็นเหตุผลที่ชั้นยกมาเข้าข้างตัวเองเพื่อที่จะปล่อยเธอไปตามทางของเธอ แต่แท้จริงแล้ว .. ชั้นคิดว่านี่คือสิ่งที่ดีที่สุดแล้วสำหรับเธอ .. เธอกำลังจะโบยบินไปแสวงหาบางสิ่ง ที่อาจจะเป็นหนทางนำอนาคตที่ดีมาสู่เธอ .. ส่วนตัวชั้นจมก็อยู่กับความเศร้า เคว้งคว้าง และ อดีตที่ฝังใจกับใครบางคนที่ไม่อาจตัดใจ ถึงกระนั้นชั้นก็ยังเป็นห่วงเธออยู่เสมอ .. ของใช้บางอย่างที่เธอน่าจะได้ใช้ หนังสือที่จำเป็น ครีมบำรุงผิว ยารักษาสิว ก็ยังแอบซื้อเอาไว้ เผื่อจะมอบให้เธอก่อนจากกันไป ... .. . แต่ในวันนี้ .. วันแย่ๆในช่วงแย่ๆในชีวิตของชั้น คำพูดบางคำจากเธอ .. ทำให้คำพูดของชั้นขาดห้วง .. อยู่ๆน้ำตาก็ไหลออกมาเป็นสายอย่างไม่อาจห้ามได้ พักใหญ่ .. กว่าที่จะเรียกสติตัวเองกลับคืนมา พร้อมกับถามตัวเองว่า ทำไม ..ทำไม .. ชั้นถึงต้องร้องไห้เพราะเธอ ช่างอ่อนไหวราวกับเด็กตัวน้อยๆเมื่อถูกลั่นแกล้ง .. พลันแอบนึกถึงรุ่นน้องคนหนึ่งที่นั่งร้องไห้เพราะว่าแฟนตัวเองผิดนัด นี่ชั้นเป็นอะไรไป กำลังมีความรักเหรอ .. !?! ซีกซ้ายของสมองบอกให้ชั้นตัดใจ แต่บางครั้งสมองซีกขวากลับทำหน้าที่ของมันออกมาโดยที่เราไม่รู้ตัว น้ำตา และ ความอ่อนไหว .. นี่อาจจะเป็นเหตุผลหนึ่ง .. ที่ทำให้ชั้นเกลียด ..
January 27 เรื่องบ้าๆ..หนึ่งเดือนพอดี หลังจากที่โพสครั้งล่าสุด .. หึหึ
บอกตามตรงว่าการที่เข้ามาใช้ยากแถมชอบ error เวลาเรียกหน้าของ window live เนี่ยมันทำให้อยากจะเลิกเล่น space ไปเลยทีเดียว ถ้าไม่ติดว่าผูกพันกันมานาน และใช้เป็นที่ระบายใจ อะไรต่อมิอะไร มาตลอด ทำให้ไม่สามารถทิ้งกันไปได้ลง .. หุหุ
หลังจากหนีไปเที่ยวพักผ่อนมาบ้าง ทำให้อยากเขียนอะไรขึ้นมาอีก .. แต่พอกลับมาที่บ้านมันทำให้เกิดความเฉื่อยขึ้นมาดุจเดิม .. หรือว่าฮวงจุ้ยที่บ้านมันจะไม่ดี .. ดูดพลังการทำงานเราไปเสีย (โทษไปนั่น) เอาเป็นว่าลองอ่านเรื่องสั้นแบบงงๆว่าไม่รู้ควรจะจบหรือยัง .. กันดีก่า ..
+++++++++++++++++++++++++++++
ถ้าหากมีใครซักคนถามว่าเรื่องที่คุณคิดว่า CRAZY ในชีวิตคุณบ้าง .. นี่ก็คงเป็นเรื่องบ้าๆ ที่คนคนหนึ่งจะสามารถทำได้ (มั้ง)
คนหนึ่งคน .. มาเที่ยวกับคนที่ตัวเองตกหลุมรัก!! นี่คงไม่น่าจะใช่เรื่องบ้าๆอะไร ถ้ามากันตามประสาคู่รัก แต่นี่มาในฐานะอะไร??? ในเมื่อคนที่คุณตกหลุมรักนั้น เค้ามากับเจ้าของหัวใจของเค้าอยู่แล้ว !!!
"นี่มันเรื่องบ้าๆสิ้นดี" .. เพื่อนสนิทคนหนึ่งต่อว่าชั้น "เธอจะไปทำไม ไปเห็นเค้าสวีทหวานใส่กัน นี่เธอยังสติดีอยู่หรือเปล่า"
ชั้นอมยิ้มยักไหล่เล็กน้อย "ไม่รู้สิ .. ไปตอกย้ำความรู้สึกให้มันชัดเจนขึ้น .. มั้ง?"
...
..
.
สามอาทิตย์ก่อน .. ตอนที่กรอกรายละเอียดลงในคูปองชิงโชคสำหรับที่พักฟรีสองคืน ณ รีสอร์ตหรูสไตล์บาหลี ที่เกาะแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ในทะเลฝั่งอันดามัน
แห่งหนึ่งที่ชั้นอยากไปมานานแล้ว แค่นึกภาพทางเดินไม้ระแนงที่ทอดยาวอยู่เหนือน้ำทะเลใส ซึ่งมุ่งตรงไปสู่บังกะโลอันเงียบสงบที่อยู่กลางน้ำ เวลาที่มอง
ลงไปที่ผืนน้ำทะเลที่ใสเหมือนกระจก แล้วจะเห็นฝูงปลาตัวเล็กตัวน้อยมากมาย ....
ประสาคนหาเช้ากินค่ำอย่างเรา คงจะไม่มีปัญญาไปพักรีสอร์ทหรูๆเช่นนี้เป็นแน่แท้ ได้แต่แอบหวังลึกๆว่า ความดีหรือสิ่งดีๆที่เรามี ให้ และทำต่อผู้อื่นมาตลอดชีวิตที่ผ่านมา จะช่วยส่งผลให้เรามีโชค มีวาสนาได้ไปพักในบรรยากาศสุดหรู แบบนี้บ้างก็คงจะดีไม่น้อย .. แว๊บนึง ใบหน้าของเธอลอยขึ้นมาในห้วงคำนึง ผู้ชายผิวสีน้ำผึ้ง คิวเข้ม ตาคม กับรอยยิ้มที่แสนจริงใจและอบอุ่นนั้น
...
..
.
สามวันที่แล้ว .. ตอนที่ได้รับโทรศัพท์จากเบอร์ที่ไม่คุ้นเคย "คุณภัทรา หรือเปล่าคะ"
"ค่ะ ใช่ค่ะ"
"ค่ะ ตามที่คุณได้ร่วมสนุกในรายการชิงโชคที่พักรีสอร์ทสุดหรู ในโครงการ "เพื่อเพื่อน เพื่อคุณ" ดิฉันขอแจ้งให้คุณทราบว่า คุณและเพื่อนคือผู้โชคดีที่จะ
ได้ไปพักยังรีสอร์ทดังกล่าวจากทางเรานะคะ ดิฉันขอชี้แจงรายละเอียดนัดหมายให้คุณเข้ามารับบัตรกับทางผู้จัดด้วยนะคะ"
เราถึงกับอึ้งไปชั่วขณะ "คะ เอ้อ .. ค่ะ"
หลังจากคุยรายละเอียดกันเรียบร้อย ความดีใจ ปนความอึ้ง บวกกับความงุนงงและคำถามที่ผุดขึ้นมาในหัว .. เอ๊ะ นี่เราต้องพาเพื่อนไปด้วยอีกห้องนึงหรือนี่
?!?..
ตอนที่ส่งชิงโชคนั้น ชั้นเองก็ไม่ได้ดูตาม้าตาเรืออะไรเลย ว่ารางวัลนั้นเค้าให้สองห้องพักเป็นเวลาสองคืน แล้วทีนี้จะชวนใครไปล่ะทีนี้ ??
"คุณพัด ถ้าทางตื่นเต้น ดีใจ ตอนรับโทรศัพท์ มีข่าวดีอะไรหรือเปล่าครับ?"
โจทย์หัวใจเจ้ากรรม คนที่นั่งทำงานตรงข้ามกันทุกวัน ดันเห็นอาการดีใจออกนอกหน้าของเรา ที่เก็บเอาไว้ไม่อยู่ตอนรับโทรศัพท์เสียฉิบ
"ค่ะ พัด ได้รางวัลไปพักที่รีสอร์ทสุดหรู น่ะค่ะ ดีใจมากๆเลย"
"จริงหรือครับนี่ ที่ไหน เมื่อไหร่ หรือครับ คุณพัดโชคดีจัง แล้ว .. แล้ว .. คุณพัดจะไปกับใครครับ"
"เอ่อ พัดยังไม่รู้เลยค่ะ พัดได้มาตั้งสองห้องแน่ะ ยังงงๆอยู่เลยว่าจะไปกับใคร"
"เอ่อ .. ถ้างั้น ผมไปด้วยได้มั้ยครับ ถ้าคุณพัดยังคิดไม่ออกว่าจะให้ใครไปด้วย"
...
..
.
สุดท้าย .. ชั้นก็รับปากเค้าไปเสียแล้วว่า "ได้ .. ค่ะ"
บ้าจริงๆ กะอีแค่รอยยิ้มสะกดลมหายใจของเค้าแค่นั้น ทำให้ชั้นลึมตัวตกปากรับคำเค้าไปเสียได้ ไม่ต้องบอกก็รู้ .. ว่าเค้าคงไม่ได้ตั้งใจไปสวีทอะไรกับชั้นหรอก แค่คงจะอยากพาแฟนเค้าไปด้วยต่างหาก ..
ส่วนชั้นก็เป็นแค่ .. "ตัวนำโชค" ให้เค้าเท่านั้นล่ะมั้ง ..
+++++++++++++++++++++++++++++
คิดว่ายังมีต่อ .. อุอุ
|
ขอบคุณสำหรับการเข้าเยี่ยมชม!
Plejawrote:
![]()
Feb. 13
ATISA ผู้เป็นที่หนึ่งwrote:
หวัดดีคร้าบ ไม่ทราบว่าอายุเท่าไร ศา 31 แล้ว แต่ชอบและอิจฉาจังเลยคุณอ๋อง เที่ยวทั่วเลย ดีจังค่ะ
Feb. 4
Plejawrote:
![]()
Jan. 11
mayawrote:
สวัสดีปีใหม่ค่ะ ช้าไปหน่อย
คงไม่ว่ากันนะ
เพื่อนใหม่ใน สเปชค่ะ
Jan. 10
Who am i ...wrote:
สวัสดีปีใหม่จ้ะ..อ๋อง
ขอให้สุขภาพจิต และสุขภาพกายสมบูรณ์ แจ่มใสตลอดไปนะจ๊ะ
ลืมยังอ่ะที่เคยคุยกันไว้ตั้งกะปีที่แล้ว...
Jan. 7
Vanilla Day Dreamwrote:
สวัสดีปีใหม่ครับผม ขอให้สุขสันต์เช่นกันน้า
Jan. 1
สัญลักษณ์wrote:
มาเยี่ยมค่ะ
มาแอบอิจฉาคนไปแอ่วเมืองเหนือ.55
Dec. 23
Plejawrote:
![]()
Dec. 22
Jaawrote:
สวัสดีครับ
ชื่ออ๋องเหรอครับ (ทีแรก ก้อนึกว่า องค์.. เหมือนความเห็นล่าง หุหุ)...ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ
ไว้จะแวะมาทักทายใหม่ครับ ^ ^
Dec. 19
Sasinawrote:
*-* สวัสดีค๊า.. เจ้าของบ้านนี้ชื่อ คุณอ๋อง หรือค่ะ (ทีแรกอ่านเป็น องค์... +-+
นึกต่อ เอ.. มะช่ายองค์บากนี่ แล้วองค์อารัยน๊า) ...
Dec. 15
|
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
|